วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2554

เผยคนไทยตายจากโรควัณโรคเฉลี่ยชั่วโมงละ 1 คน

เนื่องในวันวัณโรคโลก 24 มีนาคม 2554 สถานการณ์วัณโรคประเทศไทยล่าสุดในขณะนี้ องค์การอนามัยโลกจัดไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีขนาดปัญหาของวัณโรคสูง 1 ใน 22 ประเทศทั่วโลก โดยในปี 2553 มีผู้เสียชีวิตจากวัณโรครวม 12,100 ราย เฉลี่ยชั่วโมงละ 1.3 คน วัณโรค ที่พบร้อยละ 80 เป็นวัณโรคปอด



โดยเฉพาะประเด็นวัณโรคดื้อยาหลายชนิด ซึ่งมีความรุนแรง ยารักษาชนิดใหม่อาจไม่ได้ผลดี และจะไม่มียาดีรักษา ทำให้เชื้อแพร่กระจายและทำให้มีผู้ป่วยเสียชีวิตมากขึ้น

ที่มา: http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/185579.html

แนะนำ Facebook งานวัณโรค สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 ขอนแก่น


Facebook งานวัณโรค สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 ขอนแก่น
http://www.facebook.com/tbdpc6kk ฝากเพื่อนๆพี่ๆเข้ามาเยี่ยมชมด้วยนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554

เรามาสร้างเครือข่ายกันเถอะ

เพื่อให้เราสามารถติดต่อกันได้ง่ายขึ้นให้ทำดังนี้
1.Click ตามภาพด่านล่างนี้

2.กรอกข้อมูลต่างๆให้ครบถ้วน ถูกต้อง

3.กด Submit
แค่นี้เราก็จะมีข้อมูลเอาไว้ติดต่อกันง่ายขึ้นแล้ว

วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2554

เปลี่ยนเลขอารบิค เป็นเลขไทยได้ ในพริบตา

!!!!! วันนี้ขอนอกเนื้อหานิดนึงนะครับ

หลังจากที่มีการกำหนดให้ใช้ฟอนท์แห่งชาติในการพิมพ์หนังสือราชการ หน่วยงานต่าง ๆ
ก็เริ่มดำเนินการปฏิบัติตามเรียบร้อยแล้ว โดยเราจะใช้ตัวอักษร TH SarabunPSK ในการพิมพ์
กัน นั้นก็มิใช้ปัญหาของการพิมพ์หนังสือราชการแค่เปลี่ยนแบบตัวอักษรก็จบแล้ว แต่ปัญหาของ
พวกเราก็คือ การต้องพิมพ์ตัวเลขเป็นตัวเลขไทยนี้ซิ มันไม่ค่อยชิน บางครั้งก็พิมพ์ผิด ๆ ถูก ๆ
เสียเวลามาก อีกทั้งเอกสารเก่าที่เราเคยพิมพ์และใช้มาตลอด ก็เป็นเลขอารบิค ต้องมานั่งแก้ไขที
ละตัว เสียเวลามาก แต่ต่อไปนี้ก็จะไม่ต้องกังวลใจอีกต่อไป เนื่องจากมีวิธีการทำให้เราสามารถ
เปลี่ยนตัวเลขอารบิคให้เป็นเลขไทยได้ ในพริบตา ดังนี้

ขั้นตอน
1.เปิดเอกสาร word ขึ้นมา แล้วไปที่ เมนู tool->marcro->marcros...
2.ที่ marcro name ตั้งชื่อ marcro แล้วกดปุ่ม create
3. ก๊อปปี้ code ด้านล่างนี้ไปวางในระหว่าง Sub และ Endsub
โค้ด:
For i = 0 To 9
With Selection.Find
.Text = Chr(48 + i)
.Replacement.Text = Chr(240 + i)
.Wrap = wdFindContinue
End With
Selection.Find.Execute Replace:=wdReplaceAll
Next
4.จากนั้นปิดหน้าต่าง code
เวลาจะใช้งานก็เรียกใช้ marcro
ไปที่ เมนู tool->marcro->marcros... แล้ว เลือก marcro ที่จะใช้ กดปุ่ม Run ก็เรียบร้อย ตัวเลขอารบิกจะแก้เป็นเลขไทยโดยทันที


เพิ่มเติม : http://www.thaiall.com/blog/burin/1138/

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2554

ข้อมูลเครือข่ายงานควบคุมวัณโรคจังหวัดหนองบัวลำภู (ระดับเขต / จังหวัด / อำเภอ)

ข้อมูลเครือข่ายงานควบคุมวัณโรคจังหวัดหนองบัวลำภู (ระดับเขต / จังหวัด / อำเภอ)

Download คลิกที่นี่

วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2554

การอบรมเชิงปฏิบัติการ ระหว่างวันที่ ๒๓-๒๕ มีนาคม ๒๕๕๔

แผนที่จากที่พักคือโรงแรม Khonkaen Hotel ไปที่จัดอบรมคือสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 ขอนแก่น Agenda : Download คลิกที่นี่ หากมีข้อสงสัยโปรดติดต่อ ผู้ประสานงาน : นาย อลงกรณ์ เวียงนนท์ Tel. 043-222818-9 ต่อ 301,302

วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553

แจ้งข่าว

ศูนย์วัณโรค ขอนแก่น(หลัง บขส.ขอนแก่น)จะทำการยุติการให้บริการตรวจเสมหะเพื่อหาเชื้อวัณโรคในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 เป็นต้นไป
จึงแจ้งข่าวให้ผู้ที่ต้องการตรวจเสมหะเพื่อหาเชื้อวัณโรค ให้ไปใช้บริการที่โรงพยาบาลใกล้บ้านนับตั้งแต่วันที่ดังกล่าว

วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

Update ผลการประเมินสไลด์การตรวจเสมหะภายใต้กล้องจุลทรรศน์ของโรงพยาบาลในเขตรับผิดชอบของ สคร6 ขอนแก่น (24/9/2553)

สรุปเสร็จเมื่อไหร่จะนำมา Update น่ะครับ ตอนนี้จังหวัดไหนได้ผลอย่างไรเชิญชมกันเลยน่ะครับ



วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

ผู้ป่วยวัณโรค แร็พ ฮิตสนั่น

นายคริสเตียน แวน วูเรน ติดเชื้อวัณโรคระหว่างเดินทางไปเที่ยวแอฟริกาใต้ ทำให้ถูกกักตัวอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมภายในโรงพยาบาลซิดนีย์นับตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด และต้องรักษาอาการด้วยการทานยาต้านเชื้อชุดใหญ่ (ความจริงเขาเคยถูกปล่อยตัวออกจากโรงพยาบาลครั้งหนึ่ง ในวันที่ 2 มกราคม แต่ไม่กี่วันหลังจากนั้นก็ถูกส่งตัวกลับเพราะอาการทรุดหนักลงอีกครั้ง ทั้งยังไอเป็นเลือดในห้องประชุม ทำให้ต้องอยู่แต่ในห้องกักกันโรคตราบจนกระทั่งทุกวันนี้)

ด้วยความที่รู้สึกเบื่อและต้องการฆ่าเวลา เขาเลยใช้วิธีติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกโดยผ่านทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งก่อนหน้าที่จะป่วยหนัก เขาไม่เคยเล่นเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ มายสเปซ และไม่เคยโพสต์คลิปลงยูทูปเลย ดังนั้น ช่วงแรกๆ เขาจึงติดต่อเพื่อนและญาติพี่น้องโดยผ่านทางโทรศัพท์และอีเมล์เท่านั้น

แต่พอเข้าโรงพยาบาลครั้งที่สอง แล้วพบว่าตัวเองต้องใช้ชีวิตในห้องสี่เหลี่ยมอีกอย่างน้อย 90 วัน เขาก็เริ่มสื่อสารกับผู้คนผ่านทางโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค จากนั้นก็เริ่มถ่ายทำคลิปสนุกๆ ของตัวเองโดยใช้ "แอปเปิ้ล แมคบุ๊ค โปร" ในการตัดต่อ แล้วทยอยนำมาโพสต์ลงในยูทูป โดยใช้ชื่อว่า "ฟูลลี่ ซิค แร็พเปอร์" (ปัจจุบันมี 11 คลิป)

แต่คลิปที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ เพลงที่เขาแร็พเกี่ยวกับประสบการณ์ในห้องกักกันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา (ที่นำมาให้ชมด้านบน) ซึ่งปัจจุบันมีผู้เข้าชมมากกว่า 4 แสนคน ส่วนในเฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ ก็มีแฟนๆ คอยติดตามและให้กำลังใจเขารวมแล้วเกือบ 1 หมื่นคน

ที่ผ่านมา มีสาวๆ เสนอตัวที่จะส่งรูปโป๊ของพวกเธอมาให้เขาดูเล่นแก้เซ็งหลายคน และมีผู้คนไม่น้อยที่ส่งข้อความให้กำลังมาให้ ทำให้แต่ละวันของเขาไม่น่าเบื่ออีกต่อไป และโปรเจ็คต่อไปของเขาก็คือการขายเสื้อยืดออนไลน์ โดยจะนำรายได้ทั้งหมดมอบให้แก่องค์การอนามัยโลก เพื่อนำไปใช้ในการต่อสู้กับวัณโรค

ถึงแม้ว่าเราจะได้เห็นเขาในภาพลักษณ์ที่สนุกสนาน (ในฐานะวิดีโอบล็อกเกอร์ และคนดังถูกสื่อต่างๆ สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์) แต่ความจริงแล้วเขาเป็นผู้ป่วยยังต้องต่อสู้กับโรคร้ายตามลำพังต่อไป โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่

หวังว่าเรื่องของเขาจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ป่วยทุกท่านมองโลกในแง่ดี มีกำลังใจในการต่อสู้โรคภัย และถ้าคิดหาอะไรสนุกๆ ทำได้ในระหว่างที่อยู่โรงพยาบาล อย่าลืมนำมาแชร์ให้เพื่อนๆ ทราบ เหมือนอย่างผู้ป่วยนักแร็พคนนี้

วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553

หมอชี้เชื้อวัณโรคดื้อยาอยู่ในห้องแอร์ได้เป็นวัน

หมอชี้ เชื้อวัณโรคดื้อยาอยู่ในห้องแอร์ได้เป็นวัน

นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ประธานกรรมการกองทุนวิจัยวัณโรคดื้อยา เปิดเผยกับรายการห้องข่าวรับอรุณ เนชั่นชาแนล เกี่ยวกับโรควัณโรคดื้อยา ซึ่งขณะนี้พบผู้ป่วยในไทยแล้ว 80 คน ว่า มีการดื้อยารุนแรง ปัญหาใหญ่ของวัณโรคดื้อยาคือเมื่อเพาะเชื้อพบก็บอกแค่วัณโรค ไม่ได้วิเคราะห์ให้ลึกลงไป ขณะนี้แล็บทั่วประเทศมีไม่เพียงพอ สำหรับยาที่ได้ผลในการรักษามีประมาณสิบกว่าชนิด แต่ถ้ารักษาไม่หายก็ต้องปรับระดับไปตามความเหมาะสม สำหรับการติดต่อนั้นติดต่อง่าย สามารถแพร่กระจายได้ในอากาศ โดยเฉพาะบริเวณที่ใช้เครื่องปรับอากาศนั้นเชื้อล่องลอยอยู่ได้เป็นวัน การนั่งรถประจำทางปรับอากาศก็มีอัตราเสี่ยง 4-5 แถวที่นั่งใกล้ผู้ป่วย ทั้งนี้การป้องกันที่ดีที่สุดคือเมื่อผู้ป่วยต้องปิดปากปิดจมูกขณะไอจาม รวมถึงการกินยาให้ครบถ้วน หากมีอาการแพ้ยา คลื่นไส้ ให้แจ้งแพทย์เพื่อปรับตัวยา สำหรับต่างประเทศที่มีการกักตัวผู้ป่วยนั้นมีกฎหมายรองรับ แต่ในประเทศไทยใช้ได้เพียงการขอความร่วมมือจากผู้ป่วย


ที่มา :http://www.mitthai.com/forum/viewtopic.php?f=11&t=386

ไต้หวันประดิษฐ์อุปกรณ์ตรวจเชื้อวัณโรครู้ผลภายใน 5 นาที

ไทเป 29 มี.ค.- นักวิทยาศาสตร์ไต้หวันเปิดตัวอุปกรณ์ที่เขาอ้างว่าเป็นเครื่องมือตรวจเชื้อ แบคทีเรียวัณโรคราคาถูก ทรงประสิทธิภาพครั้งแรกของโลก สามารถรู้ผลได้ภายใน 5 นาที

ศ.ไหล ซินชี หัวหน้าคณะเทคโนโลยีชีวภาพการแพทย์และวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการคลินิก มหาวิทยาลัยฉางกุง เผยหลังการสัมมนาเนื่องในวันวัณโรคโลก ตรงกับวันที่ 24 มีนาคมของทุกปีว่า อุปกรณ์นี้คล้ายเครื่องมือตรวจการตั้งครรภ์ สามารถระบุจากตัวอย่างของผู้ต้องสงสัยติดเชื้อวัณโรคว่าติดเชื้อจริงหรือไม่ หากใช้โดยผู้เชี่ยวชาญจะมีความแม่นยำถึงร้อยละ 98 เทียบกับอุปกรณ์ปัจจุบันมีความแม่นยำเพียงร้อยละ 50-60

ศ.ไหล อ้างว่า อุปกรณ์ของเขาแม่นยำสูงเพราะตรวจหากรดนิวคลีอิกซึ่งเป็นสารพันธุกรรมของ วัณโรค ขณะที่อุปกรณ์ปัจจุบันตรวจหาแอนติบอดี้ซึ่งเป็นสารโปรตีนจำเพาะที่ร่างกาย สร้างขึ้นต่อต้านเชื้อวัณโรค การตรวจในห้องทดลองของโรงพยาบาลกินเวลานานถึง 8 สัปดาห์กว่าจะทราบผล แต่อุปกรณ์ของเขาใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที และมีต้นทุนการผลิตชุดละ 50 ดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 51 บาท) เทียบแล้วถูกกว่าการตรวจแบบปัจจุบัน ศ.ไหล เผยว่า ได้จดสิทธิบัตรในไต้หวันแล้วและกำลังขอจดสิทธิบัตรในสหรัฐ


ที่มา : http://politics.spiceday.com/redirect.php?tid=155007&goto=lastpost&sid=oZqlHX

กระบวนการเพาะเลี้ยงเชื้อวัณโรค งานชันสูตรโรค สคร6.ขอนแก่น

วันนี้ขอนำขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเชื้อวัณโรคของงานวัณโรค สคร6.ขอนแก่น มานำเสนอแก่ผู้อ่านทุกท่านเพื่อจะได้เข้าใจกระบวนการต่างๆที่ปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งบางขั้นตอนก็ปฏิบัติอยู่ บางขั้นกำลังจะเริ่มปฏิบัติในเร็วๆนี้

แผนภูมิแนวทางเวชปฏิบัติเรื่องวัณโรค

แผนภูมิที่ 1. การดูแลรักษาผู้ป่วยโรควัณโรค


แผนภูมิที่ 2. การดูแลรักษาผู้ป่วยวัณโรคขาดยา


แผนภูมิที่ 3. การดูแลรักษาภาวะแทรกซ้อนต่อตับในผู้ป่วยวัณโรค


ที่มา
http://www.doctor.or.th/node/7403

เอกสารแนะนำอ่านเพิ่มเติม
1. สมาคมปราบวัณโรคฯ, กรมควบคุมโรคติดต่อ, และสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย. แนวทางการวินิจฉัยและรักษาวัณโรคในประเทศไทย (ฉบับปรับปรุงครั้ง ที่ 2), กรุงเทพฯ 2543.
2. World Health Organization. Treatment of tuberculosis : guidelines for national programmes, second edition, 2003.
3. American Thoracic Society/Centers for Disease Control and Prevention/Infectious Diseases Society of America. Treatment of tuberculosis. Am J Respir Crit Care Med 2003;167:603-62.

สธ.ปรับแนวทางปราบวัณโรคใช้ยาเม็ดรวมหลายขนานรักษา ลดลืมกินยา โอกาสหายขาดสูง

สธ. เผยขณะนี้ไทยยังติด 1 ใน 22 ประเทศในโลกที่มีวัณโรคชุก มีผู้ป่วย 120,000 คน ร้อยละ 16 ติดเชื้อเอชไอวีด้วย มีผู้ป่วยกว่า 4 หมื่นคนสามารถแพร่เชื้อติดคนอื่นได้ เร่งปรับแนวทางแก้ไขปัญหา ดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ และใช้ยารักษาวัณโรคชนิดเม็ดรวมหลายขนาน กินง่าย โอกาสหายขาดสูง ลดปัญหาขาดยาและเชื้อดื้อยา โดยในปีนี้องค์การอนามัยโลกได้สนับสนุนยาน้ำรักษาวัณโรคในเด็กกว่า 3 ล้านบาท ตั้งเป้าเพิ่มอัตราผู้ป่วยกินยารักษาครบสูตรและหายขาดให้ได้เท่ากับเกณฑ์สากลคือร้อยละ 85

วันนี้ (7 กรกฎาคม 2553) เวลา 09.00 น. พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาวิชาการวัณโรคและโรคระบบการหายใจระดับชาติ ครั้งที่ 8 เรื่อง “การควบคุมวัณโรคในประเทศไทย” เนื่องในวาระครบรอบ 75 ปี สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพมหานคร ผู้ร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญ แพทย์ เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานด้านวัณโรคในกทม.และต่างจังหวัด โรงพยาบาลเอกชน คณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัย รวมทั้งกองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเพิ่มพูนความรู้เป็นเครือข่ายในการป้องกันและรักษาวัณโรค

นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้องค์การอนามัยโลก ได้จัดให้ไทยเป็น 1 ใน 22 ประเทศที่มีปัญหาการควบคุมวัณโรค โดยไทยมีผู้ป่วยวัณโรคประมาณ 120,000 คน ร้อยละ 90 เป็นผู้ป่วยใหม่ที่สามารถแพร่เชื้อติดคนอื่นได้ 44,000 คน เสียชีวิตปีละประมาณ 13,000 คน และพบผู้ป่วยรายใหม่ติดเชื้อวัณโรคชนิดดื้อยาหลายขนานประมาณ 2,800 คนหรือร้อยละ 1.7 ปัญหาหลักที่ทำให้ประเทศไทยประสบปัญหาควบคุมวัณโรค เกิดเนื่องจากผลกระทบการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวี ซึ่งพบว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีร้อยละ 16 ติดเชื้อวัณโรคด้วย และอัตราการได้รับรักษาด้วยยาวัณโรคติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือนของผู้ป่วยครบตามสูตร ซึ่งจะทำให้หายขาดมีความครอบคลุมเพียงร้อยละ 83 ต่ำกว่าเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 85 นอกจากนี้ยังมีปัญหามีแรงงานต่างด้าวที่ติดเชื้อวัณโรคเข้ามาในประเทศจำนวนมาก ทำให้การควบคุมยุ่งยากขึ้น

นายแพทย์ไพจิตร์ กล่าวต่อไปว่า ในปีนี้กระทรวงสาธารณสุข ได้ปรับแนวทางควบคุมโรควัณโรค โดยดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลในสังกัดอื่นๆ และสมาคมปราบวัณโรค ร่วมค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ เพื่อให้การรักษาหายขาด มีความครอบคลุมเพิ่มขึ้น โดยใช้ยาเม็ดชนิดรวมหลายขนานทั้งในใหญ่และเด็ก ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยกินยาง่าย ลดปัญหาลืมกินยาและขาดยาได้ ในปีนี้องค์การอนามัยโลกได้สนับสนุนยาน้ำรักษาในเด็กซึ่งยังไม่มีการผลิตในประเทศไทยมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ใช้รักษาเด็กด้วย นอกจากนี้จะร่วมมือกับนานาชาติศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนายา วัคซีนและเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมป้องกันมากยิ่งขึ้น หากผู้ป่วยได้รับการรักษาครบสูตร ครอบคลุมมากกว่าร้อยละ 85 จะทำให้การควบคุมวัณโรคมีโอกาสประสบผลสำเร็จสูง ปัญหาอื่นๆเช่น การขาดยา เชื้อดื้อยา และการเสียชีวิตของผู้ป่วยจะลดลง ซึ่งจะสามารถลบชื่อประเทศไทยออกจากบัญชีพื้นที่วัณโรคชุกได้สำเร็จ

ทั้งนี้ ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้เร่งรัดให้ทุกจังหวัดค้นหาผู้ที่เสี่ยงป่วยวัณโรคสูงเช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ต้องขังในเรือนจำ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง เป็นต้น ทำให้สามารถค้นหาได้มากขึ้นถึงร้อยละ 74 ขณะนี้มีผู้ป่วยวัณโรคขึ้นทะเบียนเกือบร้อยละ 90

ที่มา: ผู้จัดการ

วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ตรวจวัณโรคอย่างง่ายโดยใช้ LAMP test

www.dmsc.moph.go.th


"วัณโรค" โรคติดต่อร้ายแรง หากรู้ช้า โรคลุกลาม ถึงชีวิต!

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้พัฒนา วิธีตรวจวัณโรคแบบเร็วหรือ LAMP test
เป็นการตรวจเสมหะ โดยตรง ให้ผลถูกต้อง รวดเร็ว จากที่ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์
ลดเหลือเพียง 2 ชั่วโมง มีความไวและความจำเพาะสูง โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือซับซ้อนอื่นที่มีราคาแพง
เพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจวินิจฉัยโรค เหมาะสมที่จะนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป อ่านผลตรวจง่าย
เพียงสังเกตสีด้วยตาเปล่า หรือตรวจการเรืองแสงภายใต้ UV
ด้วยต้นทุนที่ประหยัด เพียง 200 บาท แต่สามารถช่วยให้ค้นพบผู้ป่วยได้มากขึ้น
และสามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที มิให้เป็นผู้แพร่เชื้อต่อไป

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ห่วงใย เตือนภัย สุขภาพ โทรศัพท์ 0-2591-1707

วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เผยสถานการณ์วัณโรคในไทยทรุดหนัก

เผยสถานการณ์วัณโรคในไทยทรุดหนัก พบแรงงานพม่าติดเชื้อ 2 รายยังไม่มียารักษา

สธ.รณรงค์ให้คนไทยใส่หน้ากากอนามัยป้องกันโรคทางเดินหายใจ เผยสถานการณ์วัณโรคในไทยทรุดหนัก หลังพบแรงงานอพยพชาวพม่าในไทย ติดเชื้อวัณโรคชนิดดื้อยารุนแรง 2 ราย ที่ไม่มียารักษา ถูกกักตัวไว้ในค่ายผู้ลี้ภัยที่แม่สอด แล้ว 1 ราย ส่วนอีกรายยังหาตัวไม่เจอ ขณะที่กองทุนวิจัยวัณโรคดื้อยาค้านเผยมีคนไทย 13 ราย เป็นวัณโรคชนิดรุนแรง ประสาน สธ.ตรวจยืนยันผล ด้าน สปสช.ทุ่ม 295 ล้าน ป้องกันรักษาผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

วันนี้ (13 มิ.ย.) นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนพ.ธวัช สุนทราจารย์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และ นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ประธานกรรมการทุนวิจัยวัณโรคดื้อยา ศิริราชมูลนิธิในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ร่วมแถลงข่าว “โครงการรณรงค์การใช้หน้ากากอนามัยในโรงพยาบาล” ป้องกันโรคติดต่อทางเดินหายใจประจำปี 2550 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เนื่องในโอกาสมหามงคลเจริญพระชนมายุครบ 84 พรรษา

นพ.มงคล กล่าวว่า โรคทางเดินหายใจที่เป็นปัญหาหลักๆ ในประเทศไทยที่สำคัญ และพบได้ตลอดปี มี 4 โรคสำคัญ ได้แก่ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ วัณโรค และปอดบวม โดยแต่ละปีมีคนไทยป่วยด้วยโรคเหล่านี้กว่า 20 ล้านคน สาเหตุที่พบโรคนี้มาก เนื่องจากเชื้อโรคจะอยู่ในน้ำมูกน้ำลาย โดยการไอ จามแต่ละครั้งจะทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายออกไปได้ 3 ฟุต และมีชีวิตลอยปะปนอยู่ในอากาศได้เป็นวันหรือหลายวันแล้วแต่ชนิดเชื้อโรคและสภาพแวดล้อม ทำให้ผู้ที่มีสุขภาพไม่ดี มีภูมิต้านทานอ่อนแอติดเชื้อและป่วยได้ แต่หากผู้ที่กำลังป่วย คาดหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูก จะช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคลงได้ถึงร้อยละ 80

“การคาดหน้ากากอนามัยเป็นส่วนที่จะช่วยไม่ให้เชื้อโรคแพร่ระบาดไปสู่คนรอบข้าง ซึ่งการใช้หน้ากากเป็นวัฒนธรรมของผู้ที่มีอนามัย ไม่ใช่คนที่กลัวการติดเชื้อจึงใส่ ส่วนคนป่วยไม่ใส่ ซึ่งการที่จะทำให้ประชาชนเข้าถึงหน้ากากอนามัยจะมีการประสานกับกรมควบคุมโรค ให้ขายหน้ากากอนามัยในร้านขายยาและให้มีราคาถูก ซึ่งต้นทุนไม่ถึง 1 บาท ดังนั้นสามารถขายได้โดยที่ไม่ได้เอากำไรมากนัก สำหนับในการจัดโครงการสัปดาห์รณรงค์การใช้หน้ากากอนามัยทั่วประเทศ กระทรวงสาธารณสุขจะสนับสนุนหน้ากากอนามัยชนิดใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งให้ 1 ล้านชิ้น” นพ.มงคล กล่าว

นพ.มงคล กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์โรคติดต่อทางเดินหายใจในปี 2549 พบผู้ป่วยไข้หวัดทั่วไปประมาณ 20 ล้านคน วัณโรคปอด 28,153 ราย เสียชีวิต 183 ราย ไข้หวัดใหญ่ 17,424 ราย เสียชีวิต 1 ราย ปอดบวมซึ่งระบาดมากในช่วงฤดูฝนเช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่มากถึง 145,290 ราย เสียชีวิต 874 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและเด็ก สำหรับในปี 2550 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงวันนี้ พบผู้ป่วยวัณโรคปอด 9,523 ราย เสียชีวิต 55 ราย ไข้หวัดใหญ่ 6,153 ราย เสียชีวิต 4 ราย และปอดบวม 51,497 ราย เสียชีวิต 388 ราย

ด้าน นพ.ธวัช สุนทราจารย์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีสำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวว่า องค์กรหมอไร้พรมแดน รายงานการพบเชื้อวัณโรคชนิดดื้อยาชนิดรุนแรง หรือ XDR (X-tream Drugs Resistance Tubucolosis) ในชาวพม่า 2 ราย ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ว่า จากการติดตามข้อมูลทราบว่า ขณะนี้สามารถกักตัวผู้ป่วยรายหนึ่งไว้ได้แล้ว เป็นผู้อพยพชาวพม่า ในค่ายผู้ลี้ภัยที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ส่วนอีกรายเป็นแรงงานอพยพ ขณะนี้ยังหาตัวไม่พบ สำหรับเชื้อวัณโรค XDR เป็นเชื้อวัณโรคชนิดดื้อยาชนิดรุนแรง คือ ไม่มียาขนานใดในโลกสามารถรักษาได้ โดยในปีที่ผ่านมาองค์การอนามัยโลกรายงานการพบเชื้อชนิดนี้ในประเทศไทยจำนวน 3 ราย ซึ่งเป็นชาวพม่าทั้งหมดแต่ยังไม่พบคนไทยป่วยด้วยวัณโรคชนิดนี้แต่อย่างใด

นพ.ธวัช กล่าวว่า สถานการณ์วัณโรคทั่วโลกขณะนี้ มีผู้ป่วยวัณโรคจำนวน 14.6 ล้านคน 90% อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา มีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ปีละ 8.8 ล้านคน ในจำนวนนี้ 3.9 ล้านคนอยู่ในระยะแพร่เชื้อ โดยมีผู้ป่วยวัณโรคทั่วโลกเสียชีวิตปีละ 1.7 ล้านคน 98% อยู่ในประเทศยากจน สำหรับประเทศไทยจากรายงานมีผู้ป่วยวัณโรคทั้งสิ้น 58,000 ราย ในจำนวนนี้อยู่ในระยะแพร่เชื้อ 30,000 ราย อย่างไรก็ตาม ประมาณว่า มีผู้ป่วยวัณโรคจริงที่ไม่ได้อยู่ในระบบรายงานทั้งประเทศประมาณ 91,000 ราย ในจำนวนนี้ 40,000 รายอยู่ในระยะแพร่เชื้อ และไทยเป็นประเทศลำดับที่ 17 จาก 22 ประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคสูงสุด โดยอันดับ 1ได้แก่ อินเดีย รองลงมาคือ จีน และ อินโดนีเซีย ส่วนรายงานการติดเชื้อวัณโรคดื้อยา มีรายงานการดื้อยาขนานเดียว 14.6 % ดื้อยาหลายขนานหรือ MDR (Multi Drugs Resistance Tubucolosis) 0.93% ส่วน XDR ยังไม่มีรายงานในคนไทย แต่ทั่วโลกมีรายงานการติดเชื้อวัณโรคชนิดดื้อยาแบบสุดๆ หรือ XDR จำนวน 269 รายจาก 35 ประเทศ ซึ่งเชื้อวัณโรคชนิดนี้ โอกาสที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิตมีสูงถึง 85%

“ในสหรัฐอเมริกามีรายงานว่า พบผู้ป่วยวัณโรคชนิด XDR จำนวน 11 ราย รายล่าสุดกลายเป็นข่าวไปทั่วโลก เพราะศูนย์ควบคุมโรคติดต่อของสหรัฐฯ หรือ CDC ต้องตามล่าหาตัวข้ามทวีป เนื่องจากผู้ป่วยรายนี้ เดินทางไปยังประเทศต่างๆ หลายประเทศในยุโรป ทั้ง ปารีส เอเธนส์ โรม แล้ววกกลับมาที่แคนาดา ก่อนจะเข้าอเมริกาโดยทางรถยนต์ ซึ่งขณะนี้ กักตัวได้แล้ว รักษาตัวอยู่ที่ศูนย์ควบคุมวัณโรคที่เดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา” นพ.ธวัช กล่าว

นพ.ธวัช กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกกับรายงานข่าวที่เกิดขึ้น เพราะประเทศไทยเรามีมาตรการในการควบคุมวัณโรคที่เข้มแข็ง มีการผสมผสานการดูแลผู้ป่วยวัณโรคร่วมกับผู้ป่วยเอดส์ หลังพบว่า ผู้ป่วยเอดส์หรือผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีอัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรคประมาณ 30% นอกจากนี้ยังมีการสร้างระบบควบคุมภาวะดื้อยาทั้งดื้อยาหลายขนาน(MDR)และ ดื้อยารุนแรงหรือ XDR รวมทั้งมีการพัฒนาระบบการวิจัยและพัฒนาวัณโรคแบบครบวงจร อย่างไรก็ตามในอนาคตหากมีการระบาดของโรคทางเดินหายใจอาจต้องใช้มาตรการบังคับให้มีการใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

ด้านนพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ประธานกรรมการทุนวิจัยวัณโรคดื้อยา ศิริราชมูลนิธิ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ กล่าวว่า ความจริงแล้วเชื้อวัณโรคชนิด XDR ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเชื้อที่พบมานานแล้วในหลายประเทศทั้งอเมริกา ญี่ปุ่น สวีเดน รวมทั้งในประเทศไทย ทางศูนย์วิจัยวัณโรคดื้อยาได้รับเชื้อวัณโรคดื้อยามาทำการตรวจวิเคราะห์ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา จำนวน 15,000 ตัวอย่าง ในจำนวนนี้พบเชื้อวัณโรคดื้อยาหลายขนานหรือ MDR จำนวน 500 ตัวอย่างและวัณโรคชนิดรุนแรง XDR จำนวน 13 ตัวอย่าง ในจำนวนนี้เป็นคนไทยทั้งหมด ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าคนไทยที่เป็นวัณโรคปีละ 80,000 ราย จะพบอีกกี่คนไม่ทราบได้ ดังนั้น หากระบุว่าประเทศไทยไม่มีผู้ติดเชื้อกลุ่ม XDR จึงเป็นไปไม่ได้ โดยจะประสานกับกรมควบคุม นำเชื้อไปตรวจรายงานผลอย่างเป็นทางการต่อไป

“ที่น่าเป็นห่วง คือ ขณะนี้วัณโรค และโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่น ๆ เป็นโรคของคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ ติดต่อกันได้ง่าย โดยเฉพาะในสถานที่ที่ติดเครื่องปรับอากาศ เช่น รถโดยสาร เครื่องบิน ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ โรงแรม รวมทั้งโรงพยาบาล และหากมีการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคที่ดื้อยา ซึ่งมีโอกาสรักษาให้หายขาดน้อยมาก ในคนที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น เด็กเล็ก เด็กขาดสารอาหาร ผู้ป่วยเบาหวาน มะเร็ง โรคตับ หรือไตวาย ผู้ป่วยเอดส์ อาจเสียชีวิตได้” นพ.มนูญกล่าว

นพ.มนูญ กล่าวด้วยว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับทุนวิจัยวัณโรคดื้อยา ศิริราชมูลนิธิในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนาฯ จัดโครงการสัปดาห์รณรงค์การใช้หน้ากากอนามัยทั่วประเทศ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พร้อมกันทุกจังหวัด ระหว่างวันที่ 23 – 29 มิ.ย. 2550 โดยในวันเสาร์ที่ 23 มิ.ย. 2550 จัดที่ทำเนียบรัฐบาล โดยคู่สมรสคณะรัฐมนตรี เพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยและบุคลากรในโรงพยาบาลใช้หน้ากากอนามัยป้องกันการแพร่กระจายของโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ

ด้านนพ.วินัย สวัสดิวร รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) เปิดเผยภายหลังลงนามบันทึกความร่วมมือ การบริหารจัดการวัณโรคอย่างครบวงจรในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระหว่าง สปสช. กับกรมควบคุมโรค ว่า จำนวนผู้ป่วยวัณโรคในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปี 2550 มีจำนวน 60,000 ราย การลงนามครั้งนี้ เพื่อการบริหารจัดการโรคอย่างครบวงจร ตามแนวทางการบริหารจัดการโรคเฉพาะ เพื่อรักษาผู้ป่วยระยะแพร่เชื้อให้สำเร็จ เพิ่มความครอบคลุมและเร่งการค้นหาผู้ป่วยระยะแพร่เชื้อ ซึ่ง สปสช.สนับสนุนงบประมาณให้กับหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติรวมทั้งสิ้น 295 ล้านบาท แบ่งเป็นการสนับสนุนในรูปตัวยา 181 ล้านบาท และสนับสนุนในรูปตัวเงิน 114 ล้านบาท

รองเลขาธิการสปสช.กล่าวว่า การค้นหาผู้ป่วยในระยะแรกจะช่วยลดอัตราการป่วยได้ ซึ่งการรักษาแบบการมีพี่เลี้ยงดูการกินยาอย่างต่อเนื่องตลอด 6 เดือนหรือ DOT โดยเฉลี่ยจะเสียค่าใช้จ่ายเพียง 4,000-50,000 บาท ต่อการรักษา 1 ครั้งถือเป็นแนวทางการบริหารจัดการผู้ป่วยรายโรค โดยให้ผู้ป่วยลงทะเบียนและติดตามการรักษาผู้ป่วยต่อเนื่องจนครบ รวมถึงการเร่งพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อใช้ในการบริหารจัดการแนวทางการดำเนินงานยึดการรักษาตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก


แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ตรวจวัณโรควิธีใหม่ ได้ผลดีกว่าเดิม

การตรวจวัณโรคในเลือดได้ผลดีกว่าการตรวจแบบเดิมมากกว่าเท่าตัว ใช้ตรวจหาผู้เป็นพาหะได้แม่นยำขึ้น

แพทย์สามารถใช้เทคนิคนี้ตรวจเลือดผู้ที่กำลังจะเป็นวัณโรคได้ ส่วนวิธีตรวจแบบเดิมกระทำโดยการฉีดชิ้นส่วนเชื้อวัณโรคบางส่วนเข้าไปในร่างกาย หากผู้ได้รับการตรวจมีเชื้อวัณโรคอยู่ ผิวหนังจะปรากฏลักษณะบวมขึ้น
การตรวจแบบดั้งเดิมนี้คือการตรวจผิวหนัง มีแนวโน้มผิดพลาดได้ง่ายทำให้ผู้ตรวจพบต้องเข้ารับการรักษาโดยไม่จำเป็น ในทางกลับกันอาจตรวจไม่พบผู้เป็นพาหะทำให้เกิดการพัฒนาของเชื้อต่อไป
ศาสตราจารย์ อจิท ลาลวานี นักวิจัยจากอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน อธิบายว่า การตรวจเลือดแบบใหม่นี้ ใช้หลักการ enzyme-linked immunospot หรือ ELISpot สามารถตรวจพบผู้เป็นพาหะได้ดีกว่าวิธีเดิมเป็นเท่าตัวหรือเท่าตัวครึ่ง
ELISpot ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการตรวจหาสารที่เซลล์ชนิดหนึ่งหนึ่งหลั่งออกมา (cytokine) หรืออาจเป็นแอนติเจน (antigen) ก็ได้ หลักการคือเคลือบแอนติบอดี (monoclonal antibody) ชนิดที่จำเพาะต่อ cytokine ที่ต้องการตรวจลงไปบนภาชนะขนาดเล็ก (microplate) ก่อน ในภาพล่างสุดจะเห็นลักษณะภาชนะที่ใช้เป็นถาดที่มีหลุมเล็ก ๆ อยู่ครับ แต่ละหลุมคือตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยแต่ละราย หลังจากนั้นใส่เซลล์ที่ถูกกระตุ้นลงไปในที่นี้เป็นเซลล์เม็ดเลือดแดง ทิ้งไว้สักพักให้แอนติบอดีที่เคลือบไว้บนผิวภาชนะจับกับแอนติเจนหรือสารเคมีที่เซลล์หลั่งออกมา เสร็จแล้วล้างเซลล์และสารที่ไม่เกิดการจับกันออกไป หลังจากนั้นใส่เอนไซม์ที่จะไปจับเฉพาะ แอนติบอดีที่มีแอนติเจนอยู่ แล้วใส่สารตั้งต้นของเอนไซม์ลงไป เมื่อทำปฏิกิริยากันจะปรากฏสีให้เราเห็นครับ แสดงว่าช่องที่เกิดสีเป็นเลือดของคนที่ติดวัณโรคนั่นเอง


ลาลวานี ผู้เผยแพร่งานวิจัยชิ้นนี้ในวารสารการแพทย์แห่งชาติประจำปี กล่าวว่า หากลองพิจารณาจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกเมื่อตรวจด้วยวิธีใหม่จะพบว่าแตกต่างจากจำนวนที่ตรวจพบด้วยวิธีเก่าอย่างสิ้นเชิง

ลงมือศึกษา

ลาลวานีและคณะได้ทำการสำรวจเด็กสุขภาพดีในตุรกีจำนวน 908 คน ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรคในท้องถิ่น

ผลตรวจผิวหนังพบว่าเด็กจำนวน 580 คน ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงและต้องเข้ารับการรักษาเพื่อป้องกันการพัฒนาเป็นระยะก่อโรค แต่เมื่อตรวจเลือดพบผู้เป็นระยะแฝงเพียง 380 คนเท่านั้น
หลังจากเข้ารับการรักษา พบว่าเด็กจำนวน 12 คนพัฒนาเป็นระยะก่อโรคโดยในจำนวนนี้ได้รับการตรวจโดยวิธีตรวจเลือด 11 คน
ลาลวานี กล่าวว่า ผลตรวจเลือดทำให้แพทย์รักษาเด็กเพียงแค่ 380 คน แทนที่จะต้องรักษาถึง 550 คน การตรวจเลือดนี้ ช่วยให้แพทย์รักษาเฉพาะผู้ป่วยที่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาจริง ๆ เท่านั้น
คาดว่าในอนาคตจะมีการพัฒนาวิธีตรวจเลือดให้แม่นยำมากขึ้นเพื่อนำไปใช้ในประเทศที่กำลังพัฒนาครับ


ที่มา: http://www.abc.net.au/science/articles/2008/10/21/2396818.htm?site=science&topic=latest

อ้างอิง: http://www.protocol-online.org/prot/Protocols/ELISPOT-3702.html
http://www.unisys-th.com/attachments/Image/TB.bmp